รศ.นพ.ธันวา ตันสถิตย์ หัวหน้าภาควิชากายวิภาคศาสตร์ ผอ.ศูนย์ฝึกผ่าตัด คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัจจุบันอาจารย์ใหญ่เริ่มที่จะขาดแคลนเป็นวิกฤติที่เห็นชัด ซึ่งตามมาตรฐานที่กำหนดจะให้นิสิต 4 คนต่ออาจารย์ใหญ่ 1 ท่าน แต่ก็สามารถให้นิสิต 6 คนต่ออาจารย์ใหญ่ 1 ท่านได้ ยอมรับว่าในยุคก่อนนี้เชื่อว่าถ้าบริจาคร่างกายแล้ว เกิดมาจะพิการหรือไม่ หรืออายว่าเมื่อมาเป็นอาจารย์ใหญ่แล้วสภาพจะไม่น่าดู แต่ถ้าบริจาคร่างกายได้ก็ถือว่าต้องผ่านส่วนหนึ่งมาแล้ว การที่ขาดแคลนเนื่องจากอัตราการเพิ่มไม่สมดุลย์กัน ที่ผ่านมา 4 พันกว่าๆ ต่อปี แต่อัตราผู้เสียชีวิตไม่มากกว่าเดิม และการรณรงค์บริจาคปัจจุบันจะมีผลในอีก 30-40 ปีข้างหน้า และวิทยาการปัจจุบันทำให้ผู้สูงอายุ อายุยืนขึ้น การบริจาคร่างกายปัจจุบันอาจมีผลทำให้อายุยืน ทำให้อาจารย์ใหญ่ไม่เพิ่มมากนัก ปัจจุบันที่พอจะทำได้คือ สั่งเสียกับลูกหลานหากเสียชีวิตปัจจุบันทันด่วนก็ให้แจ้งมา และหากเสียชีวิตธรรมชาติก็สามารถบริจาคได้เลย รอเพียงใบมรณะบัตรไม่ต้องเสียเวลามาก
ภารกิจหลักของเราจะฝึกหัดแพทย์เฉพาะทางให้เหมือนทางยุโรป อเมริกา แต่ภารกิจนี้ทำให้เราคิดว่าจำเป็นต้องมีอาจารย์ใหญ่อีกกลุ่มในการฝึกหัตถการ การเรียนในลักษณะนิสิตแพทย์ อาจารย์ใหญ่จะเก็บรักษาด้วยฟอร์มาลีน อยู่ได้เป็นปีในอุณหภูมิห้อง แต่ไม่สามารถผ่าตัดได้จริงเพราะข้อต่อต่างๆ จะแข็ง แต่ในระดับสูงขึ้นไปจะมีผลกระทบ เพราะศูนย์ฝึกผ่าตัดเปิดทั่วประเทศ การมาฝึกทักษะใหม่ที่จำเป็นและมีศักยภาพในวิชาชีพนั้นๆ จะน้อยลง ถ้าหากไม่ได้ฝึกทักษะใหม่ก็จะทำผ่าตัดแบบเดิมเหมือนที่จบออกมา ขณะที่เทคโนโลยีใหม่ๆ ทางการแพทย์ในยุคนี้ไม่น่าจะรับได้ ดังนั้นจุฬาฯเห็นว่าน่าจะเป็นศูนย์ฝึกศักยภาพ หัตถการใหม่ๆ ที่เราพยายามรณรงค์คือ เมื่อเสียชีวิตแล้ว ให้แจ้งตำรวจเพื่อชันสูตรว่าไม่ได้เสียชีวิตจากการวางยา โอกาสที่จะเน่าเสียก็จะน้อยลง ดังนั้นถ้ารับร่างได้เร็วเท่าไหรยิ่งดีไม่เกิน 24 ชม.และที่อยากฝากคือเมื่อเสียชีวิตแล้วให้นำน้ำแข็งยูนิตวางที่ท้องเพื่อ หยุดแบคทีเรียก็จะซื้อเวลาได้นานขึ้น เมื่อส่งมอบร่างแล้ว เราก็จะรับไว้เลย จะนำไปสวดที่วัดไม่ได้ เพราะจะทำให้ลักษณะเปลี่ยนแปลงไปไม่สามารถเรียนได้ตามปกติ
ทั้งนี้ ผู้ที่เป็นอาจารย์ใหญ่จะต้องไม่ติดเชื้อร้ายแรง เช่น เอชไอวี เกิดอุบัติเหตุร้ายแรง หรือกรณีที่สงสัยทางนิติเวช เช่นถูกวางยาหรือไม่ การถูกผ่าพิสูจน์แบบนั้นจะไม่สามารถนำมาเรียนได้ รวมถึงการนำส่งช้ามาก หรือมาแล้วเริ่มเสียบ้าง โอกาสเข้ามาสดจริงๆ มีน้อย เพราะสภาพบ้านเมืองเราร้อน
วิทวัส เติมกลิ่นจันทน์ ประธานนิสิตแพทย์ชั้นปีที่ 2 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า นิสิตแพทย์จุฬาฯจะเรียนกับอาจารย์ใหญ่ในปีที่ 2 โดยใช้อาจารย์ใหญ่ 1 ท่านต่อนิสิต 6 คนซึ่งกำลังดี เพราะถ้าใช้อาจารย์ใหญ่อาจจะไม่คุ้มค่าเท่าที่ควร แต่ถ้านิสิต 7 ต่อ 1 ก็อาจจะไม่เพียงพอแล้ว แรกที่เริ่มลงมือผ่าก็กลัว แต่เมื่อผ่าไปแล้วก็รู้สึกว่าอาจารย์ใหญ่เป็นครูของเรา เราก็จะพิถีพิถันมากที่สุด หลังจากผ่าเสร็จแล้วก็จะไหว้ท่านอีกที และรู้สึกว่าไม่กลัวอีกแต่มีความเคารพมากกว่า ส่วนการประกอบพิธีกรรมทางศาสนานั้น จะมีการขอพระราชทานเพลิงศพให้โดยเป็นการทำพิธีรวมกัน หลังจากนั้นจะมีการแยกเผาให้ตามวัดต่างๆ รวมทั้งลอยอังคารให้
พิชญ์สินี วัชรานนท์กุล ที่ปรึกษาประชาสัมพันธ์ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ (ผู้บริจาคร่างกายเป็นอาจารย์ใหญ่) กล่าวว่า ตนบริจาคร่างกายตั้งแต่ 10 ปีที่แล้วเมื่อครั้งยังเป็นนักศึกษา ซึ่งวันที่เซ็นก็พอจะรู้มาบ้างว่าต้องมีการแช่น้ำยา เปลือยกาย พอตัดสินใจเสร็จก็มีโอกาสไปดูห้องนิติเวชหลายที่ก็รู้สึกว่าไม่ได้น่ากลัว อุจาด แต่เป็นการให้ที่ยิ่งใหญ่ เชื่อว่าน้องๆที่มาลงมือกับร่างกายจะเป็นโอกาสให้ชีวิตกับผู้รอดชีวิตต่อ และตั้งแต่ได้บัตรมาก็จะพกติดตัวตลอด เพราะหากเกิดสิ่งที่ไม่คาดฝันขึ้นจะได้แจ้งทางสภากาชาดไทยได้ทัน ซึ่งพ่อแม่ก็เข้าใจ ส่วนการประกอบพิธีกรรมทางศาสนานั้น โดยส่วนตัวและครอบครัวไม่มีปัญหา แต่อยากฝากว่าช่วงเวลาที่เป็นอาจารย์ใหญ่ 4-8 เดือนแล้ว หลังจากนั้น 1 ปีน้องๆ ที่เรียนจะเขียนจดหมายไปยังครอบครัวอาจารย์ใหญ่เพื่อมาทำฌาปนกิจร่วมกัน กลายเป็นความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน



