ดร.รัชนี คงคาฉุยฉาย สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ปัจจุบันขนมขบเคี้ยวชนิดต่างๆ มีการโฆษณาแข่งขันทางโทรทัศน์กันอย่างมาก ซึ่งเป็นการยากที่จะห้ามบุตรหลานรับประทาน แต่เมื่อพิจารณาถึงคุณค่าทางโภชนาการของขนมขบเคี้ยวพบว่า สารอาหารที่ได้จากขนมขบเคี้ยวจะเป็นพลังงานและไขมันเป็นส่วนมาก เนื่องจากขนมขบเคี้ยวส่วนใหญ่มีส่วนประกอบคือ แป้ง น้ำมัน เนย น้ำตาลเป็นหลัก รวมทั้งผงชูรสและเกลือแกง สารอาหารที่จำเป็นอื่นๆ จะมีอยู่ค่อนข้างต่ำ เช่น โปรตีน เกลือแร่และวิตามิน ซึ่งสารอาหารเหล่านี้ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตและพัฒนาสติปัญญา โดยเฉพาะเด็กถ้ารับประทานขนมขบเคี้ยวจนกระทั่งปฏิเสธอาหารมื้อหลักแล้ว อาจเป็นโรคขาดสารอาหารและเป็นโรคอ้วนได้
?ขนมขบเคี้ยวคือ สิ่งที่อยู่นอกเหนือจากมื้ออาหาร เหมือนเราอิ่มข้าวแล้ว แต่รับประทานขนมขบเคี้ยวเข้าไปพลังงานเพิ่มขึ้น ขณะที่ใช้พลังงานเท่าเดิม ดังนั้น จะเห็นว่าคนอ้วนชอบรับประทานขนมจุกจิก เดี๋ยวก็คว้าขนมขบเคี้ยวมาใส่ปาก เคี้ยว อันนี้เป็นการเพิ่มพลังงานโดยที่เราไม่รู้ตัว?ดร.รัชนี กล่าว
นักวิจัยจากสถาบันวิจัยโภชนาการ กล่าวต่อว่า พลังงานที่ร่างกายต้องการใน 1 วันนั้น เด็กต้องการประมาณ 1,600 กิโลแคลอรี่ ผู้ใหญ่ประมาณ 2,000 กิโลแคลอรี่ พูดง่ายๆ คือ รับประทานอาหารมื้อหลักให้ครบ 3 มื้อ แล้วพยายามรับประทานขนมขบเคี้ยวระหว่างมื้อให้น้อยลง โดยต้องดูปริมาณอาหารที่รับประทาน หากรับประทานมื้อหลักมากแล้ว ขนมระหว่างมื้อให้รับประทานน้อยลง และหันมารับประทานผลไม้ต่างๆ แทนขนมขบเคี้ยวในบางมื้อ ยกเว้นผลไม้ดอง เนื่องจากผลไม้จะอุดมไปด้วยเกลือแร่ วิตามินและมีใยอาหารช่วยให้ท้องไม่ผูก สำหรับเด็กควรอธิบายถึงข้อดีและข้อเสียของการรับประทานขนมขบเคี้ยวมากเกินไปและการเลือกซื้อโดยไม่ไปหลงเชื่อคำโฆษณา รวมทั้งไม่ควรอนุญาตให้เด็กรับประทานขนมขบเคี้ยวก่อนอาหารมื้อหลัก เพราะจะทำให้เด็กอิ่มและปฏิเสธอาหารมื้อหลัก สิ่งที่ตามมาคือทำให้เด็กได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ไม่เพียงพอ เป็นโรคขาดสารอาหาร โรคอ้วนหรือโรคริดสีดวงทวารตามมา เนื่องจากไม่ได้ใยอาหาร ทำให้การขับถ่ายผิดปกติ
?อย่าฝึกให้เด็กรับประทานขนมขบเคี้ยวก่อนมื้ออาหารหลัก ให้เขารับประทานอาหารมื้อหลักให้เพียงพอก่อน ถ้าเขาอยากรับประทานขนมขบเคี้ยวก็ให้เขาบ้าง แต่ไม่ใช่ให้รับประทานหมดถุง หมดโหล และเลือกขนมขบเคี้ยวที่มีคุณค่าทางโภชนาการ เช่น ถั่วลิสง จะมีโปรตีนและกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย แต่ถั่วจะมีเกลือใส่อยู่ ที่กังวลคือ ปริมาณเกลือมากเกินไป ถ้ารับประทานมากเกินไปอาจทำให้ความดันโลหิตสูง และในผู้ใหญ่บางคนอาจมีปัญหาเรื่องการย่อย กินถั่วเยอะๆ แล้วจะมีอาการท้องอืด ดังนั้น ต้องระวังในวัยผู้ใหญ่? ดร.รัชนี กล่าว
ดร.รัชนี กล่าวด้วยว่า ในการเลือกซื้อขนมขบเคี้ยวควรตรวจดูวัน เดือน ปี ที่ผลิตและวันหมดอายุ ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ โดยเฉพาะสินค้าลดราคา ควรอ่านฉลากโภชนาการทุกครั้งว่า รับประทานแล้วจะได้รับสารอาหารอะไร ควรหลีกเลี่ยงขนมที่ใส่สีทุกชนิด และตรวจดูลักษณะซองหรือหีบห่อว่ามีรอยรั่วหรือฉีกขาดหรือไม่ ถ้าพบเห็นว่ามีรอยฉีกขาดไม่ควรซื้อมารับประทาน เนื่องจากอาจเป็นของเก่าหรือของไม่เข้ามาตรฐานหรือมีสัตว์มากัดกิน ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
Set as favorite
Email This
Hits: 309
เขียนความคิดเห็น




