ปัจจุบันนี้ เด็กๆ มักเจ็บป่วยด้วยโรคนานาชนิด ซึ่งมีผลร้ายแรงต่างกันไป หากพ่อแม่ไม่ดูแลเอาใจใส่ อาจส่งผลอันตรายถึงชีวิตได้ โดยหนึ่งในโรคที่เปรียบเสมือนภัยร้ายของเด็กๆนั่นคือโรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบหายใจในเด็ก
โรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบหายใจในเด็ก (Acuterespiratory tract infection in children ? ARIC) พบบ่อยทั้งในประเทศที่กำลังพัฒนา และ พัฒนาแล้วซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีมีอัตราป่วย และ อัตราตายสูงสุด ผู้ป่วยบางรายที่รอดชีวิตอาจจะมีความผิดปกติของระบบหายใจตามมา เช่น หลอดลมโป่งพอง หลอดลมอักเสบเรื้อรัง หรือ ความผิดปกติระบบอื่นเช่น สมองพิการ
ทั้งนี้ โรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบหายใจ หมายถึง โรคติดเชื้อตั้งแต่ช่องจมูกจนถึงถุงลมในปอดแบบเฉียบพลันมีอาการไม่เกิน 4 สัปดาห์ ซึ่งแบ่งออกเป็นโรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบหายใจส่วนบนและส่วนล่าง ขณะที่โรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบหายใจส่วนบนหมายถึงการติดเชื้อตั้งแต่ช่องจมูกถึงเหนือกล่องเสียง และโรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบหายใจส่วนล่าง หมายถึงการติดเชื้อตั้งแต่ส่วนบนหลอดลมจนถึงถุงลมในปอด
อย่างไรก็ดี นพ.ประวิทย์ เจตนชัย กุมารเวชศาสตร์ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ได้อธิบายถึงประเภทของโรคต่างๆไว้ว่า การติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน ได้แบ่งโรคออกเป็น 5 ประเภทคือ โรคหวัด (common cold) คออักเสบ (acute pharyngitis) โรคไซนัสอักเสบเฉียบพลัน (acute sinusitis) โรคหูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลัน (acute otitis media) และ โรคฝีหลังคอหอย (retropharyngeal abscess)
- โรคหวัด (Common cold) เป็นการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนที่มีอาการไม่รุนแรงได้แก่ คัดจมูก น้ำมูกไหล ไอ จาม เจ็บคอ ไข้ต่ำ ๆโดยเฉลี่ยเด็กมีโอกาสเป็นหวัด 6 ? 8 ครั้งต่อปี และพบน้อยลงเมื่อเด็กโตขึ้น ซึ่งมีรายงานว่าเด็กประมาณ 10 ? 15% จะเป็นหวัด 12 ครั้งต่อปี โดยเด็กที่เลี้ยงใน day care center มักเป็นหวัดบ่อยกว่าเด็กทั่วไป ทั้งนี้โรคหวัดจะมีเชื้อไวรัส เช่น rhinovirus, coronavirus ที่มักพบในฤดูกาลที่มีอากาศเย็น ความชื้นสัมพัทธ์ต่ำเช่น ฤดูหนาว (เนื่องจากอุณหภูมิเหมาะสมต่อการเติบโตของไวรัส และ เยื่อบุจมูกแห้งมีโอกาสติดเชื้อไวรัสได้ง่าย)
ส่วนลักษณะอาการทางคลินิกนั้นโดยทั่วไปมักเกิดอาการมากที่สุดหลังรับเชื้อ 1 - 3 วัน เด็กจะมีน้ำมูกใสในวันแรกๆ ต่อมาอาจเปลี่ยนเป็นสีเขียว เนื่องจากการตอบสนองของร่างกายต่อการกำจัดเชื้อ (น้ำมูกสีเขียว หรือ เหลืองจึงไม่จำเป็นต้องมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนเสมอไป) เขาจะคัดจมูก จาม ไอ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตัว ตาแดง ซึ่งอาการเหล่านี้มักเป็นอยู่ 2 ? 7 วัน (ถ้าเป็นนานเกิน 2 สัปดาห์ อาจมีภาวะภูมิแพ้, ไซนัสอักเสบ หรือ ติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย)
ดังนั้นถ้าลูกมีไข้ พ่อแม่ควรเช็ดตัว ให้ยาลดไข้ เช่น Acetaminophen แต่ไม่แนะนำให้ใช้ aspirin และไม่ควรให้ ibuprofen ยกเว้นกรณีไข้สูง หรือ มีประวัติชักจากไข้สูง (ควรระมัดระวังในฤดูกาลที่มีการระบาดของไข้เลือดออก พ่อแม่ควรใช้ผ้าสะอาดเช็ดน้ำมูก และใช้น้ำเกลือหยอดจมูก (เด็กเล็กใช้ลูกยางแดง เด็กโตให้สั่งน้ำมูกเอง) ส่วนข้อควรระวังคือยาAntihistamine ซึ่งหมอจะไม่แนะนำให้ใช้รักษาโรคหวัดในเด็กทั่วไป เพราะอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน ง่วงซึม ชัก กระวนกระวาย)
- คออักเสบ (Acute pharyngitis) คือการติดเชื้อบริเวณคอหอย (oropharynx, nasopharynx) ที่ส่วนใหญ่เกิดได้จากการติดเชื้อไวรัส แต่อาจเกิดได้จากแบคทีเรีย ซึ่งเชื้อที่พบบ่อยที่สุดคือ group Ab hemolytic streptococci พบมากในเด็กก่อนวัยเรียนจนถึงเด็กโต
อย่างไรก็ดี ลักษณะอาการทางคลินิกนั้น คออักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย มักพบในเด็กอายุมากกว่า 2 ปีขึ้นไป เด็กจะมีไข้สูง เจ็บคอ กลืนลำบาก เบื่ออาหาร คอแดง ต่อมทอนซิลโต หรืออาจมีจุดหนองที่ต่อมทอนซิล มักพบต่อมน้ำเหลืองที่คอโตและ กดเจ็บ อาการจะเป็นมากขึ้นมากที่สุดในวันที่ 2 ? 3 ซึ่งอาจมีเสียงแหบ ไอ น้ำมูก ผู้ป่วยบางรายมีตาแดง ถ่ายเหลวร่วมด้วย ถ้าคอแดงมาก อาจพบแผลที่เพดานอ่อน ส่วนใหญ่มีอาการไม่นานเกิน 5 วัน
ส่วนเรื่องการรักษาแบบประคับประคอง และ รักษาตามอาการของโรคนี้ เด็กควรดื่มน้ำ หรือ ให้สารอาหารที่เป็นน้ำให้เพียงพอ ทานยาลดไข้ พักผ่อน กลั้วคอด้วยน้ำอุ่น หรือ น้ำเกลือ ห้ามใช้ยาอมต่างๆในเด็กโดยเฉพาะที่มียาชาผสม อย่างไรก็ดี ยาพ่นคอ ยาชาชนิดทา หรือ น้ำยากลั้วคอ ไม่มีประโยชน์ในการฆ่าเชื้อหรือลดอาการเจ็บคอแต่อย่างใด
- ไซนัสอักเสบเฉียบพลัน (Acute sinusitis) คือการอักเสบติดเชื้อของเยื่อบุโพรงอากาศรอบจมูก (paranasal sinuses) ตั้งแต่ 1 ไซนัสขึ้นไป โดยชนิดเฉียบพลัน หมายถึงการอักเสบของเยื่อบุโพรงอากาศรอบจมูกที่เป็นน้อยกว่า 4 สัปดาห์ และ อาการหายไปอย่างสมบูรณ์ ซึ่งโรคนี้เป็นภาวะแทรกซ้อนของโรคหวัดได้ 0.5 ? 5% เกิดได้ในทุกอายุรวมทั้งในเด็กทารก สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ได้แก่S. pneumoniae H. influenzae และ M. catarrhalis
ดังนั้นเด็กที่เป็นหวัดควรนึกถึงไซนัสอักเสบเฉียบพลันที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เมื่อมีอาการหวัดเรื้อรังนานกว่าปกติ เช่น ไอ และ น้ำมูกนานเกิน 10 วัน (หวัดจากเชื้อไวรัสมักมีอาการมากที่สุด 7 วัน และค่อย ๆ ดีขึ้นเองเมื่อมีอาการหวัดที่รุนแรงกว่าปกติ ได้แก่ ไข้สูง น้ำมูกข้นเป็นหนอง บางรายมีอาการบวมรอบตา กดเจ็บบริเวณไซนัส หรือ ปวดศีรษะร่วมด้วย บางรายอาจมีลมหายใจมีกลิ่นเหม็น จมูกไม่ได้กลิ่นเสียงขึ้นจมูก หรือ ปวดฟัน
ภาวะแทรกซ้อนของโรคนี้คือ การอักเสบรอบกระบอกตา ฝีภายในกะโหลกศีรษะ ซึ่งแนวทางการป้องกันมีหลายประการเช่น แนะนำการเลือกสถานรับเลี้ยงเด็กอ่อนที่สะอาด และไม่แออัดเกินไป เน้นการล้างมือ เลี่ยงควันบุหรี่ มลพิษ และ สารก่อโรคภูมิแพ้ เนื่องจากมีผลต่อเยื่อบุจมูก และ โพรงไซนัสควบคุมอาการภูมิแพ้ที่จมูก ส่วนเรื่องการให้วัคซีน ยังไม่มีรายงานที่ชัดเจนว่าช่วยป้องกันโรค (วัคซีน IPD)
- หูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลัน (Acute otitis media) เป็นโรคที่พบบ่อย ที่ทำให้ผู้ป่วยเด็กมาพบแพทย์ที่ห้องตรวจผู้ป่วยนอก ซึ่งมักเกิดร่วมหรือ ตามหลังโรคหวัด โดยหูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลัน คือ ภาวะที่มีการอักเสบของหูชั้นกลาง ทำให้มีน้ำในช่องหูชั้นกลาง ร่วมกับมีอาการแสดงของการติดเชื้อที่เกิดขึ้นเร็ว ไม่เกิน 3 สัปดาห์นพ.ประวิทย์กล่าวว่า จาก
การศึกษาในต่างประเทศพบว่า โรคนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เช่น S. pneumoniae H. influenzae M. catarrhalis ซึ่งมีรายงานว่า เกิดจากเชื้อไวรัสได้ 36 ? 42% และ อาจพบทั้งไวรัส และ แบคทีเรียร่วมกันได้ ขณะที่รายงานในประเทศไทยพบเชื้อแบคทีเรีย 77.3% โดยอาการของโรคนี้จะมีไข้ ปวดหู (ในเด็กเล็กอาจจะแสดงด้วยการดึงหูบ่อยๆ)บางรายมีอาการไอร่วมด้วย ดังนั้น ควรตรวจหูผู้ป่วยเด็กทุกรายด้วย otoscope เมื่อเด็กเป็นหวัด เจ็บหู มีไข้ รวมไปถึงเด็กเล็กที่ร้องกวนไม่ทราบสาเหตุ หรือ ดึงหูบ่อยผิดปกติ - โรคสุดท้ายคือ ฝีหลังคอหอย (retropharyngeal abscess) มักพบในเด็กที่มีอายุน้อยกว่า 5 ปี ซึ่งสาเหตุส่วนมากเป็นผลจากการติดเชื้อของจมูก ทอนซิล หูชั้นกลาง หรือ ไซนัสนำมาก่อน สาเหตุอื่นที่มีรายงาน อาจเป็นผลจากการกวาดคอ หรือ การบาดเจ็บต่อหลังคอหอย ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เช่น group A streptococcus S. aureus หรือ เชื้อ anaerobe
อาการทางคลินิกของโรคนี้ เด็กจะมีไข้สูง เจ็บคอ กลืนลำบาก เบื่ออาหาร น้ำลายไหล คอบวม คอแข็ง บางรายมีอาการหายใจลำบากจากการอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนบน เด็กที่เป็นโรคนี้ แพทย์จะรักษาโดยการเปิดทางเดินหายใจให้โล่ง รายที่มีการอุดกั้นทางเดินหายใจ แพทย์จะให้ใส่ท่อหลอดลมคอ ให้ยาต้านจุลชีพเข้าหลอดเลือดดำ ให้สารน้ำ และผ่าตัดเพื่อระบายฝีหนอง ส่วนเรื่องภาวะแทรกซ้อนนั้นจะมีข้อควรระวังอยู่ 2 ประการคือ การแตกกระจายของหนองเข้าไปในช่องอกและการกัดกร่อนหลอดเลือดแดงใหญ่
ทั้งหมดนี้คือ 5 โรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบหายใจในเด็กส่วนบนเท่านั้น ซึ่งแต่ละโรคสามารถทำให้เด็กที่มีภูมิคุ้มกันและภูมิต้านทานต่ำเกิดเจ็บป่วยได้ง่าย ดังนั้นพ่อแม่ควรดูแลเอาใจใส่สุขภาพของลูกและไม่ควรมองข้ามสิ่งแวดล้อมรอบตัวลูกที่เป็นปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งด้วย




