หน้าแรก : ผู้หญิง : ผู้ชาย : โรคหัวใจ :

Who's Online

เรามี 28 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

ลืมรหัสซะแล้ว ?

ลืมชื่อที่ใช้ login?

สมัครสมาชิก

Home แม่และเด็ก แม่และเด็ก จุดเริ่มต้นของการช่วยปกป้องดวงตาลูกน้อย

จุดเริ่มต้นของการช่วยปกป้องดวงตาลูกน้อย

อีเมล พิมพ์ PDF

พ่อแม่ยุคใหม่มักให้ความสำคัญกับการส่งเสริมพัฒนาการทางด้านสติปัญญา เพื่อต้องการให้ลูกฉลาด แต่อาจลืมให้ความสำคัญกับสุขภาพดวงตาและพัฒนาการด้านการมองเห็นของลูกซึ่ง เป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ ดังนั้น พ่อแม่ควรหันมาให้ความสำคัญสุขภาพดวงตา เพื่อพัฒนาการเรียนรู้รอบด้านที่ดีของลูกรักของท่าน

ข้อมูลจาก ผศ.นพ.ศักดิ์ชัย วงศกิตติรักษ์ หัวหน้าภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ระบุว่า ปัจจุบัน
ปัญหาสุขภาพตาของเด็กไทยยังน่าห่วง เนื่องจากพ่อแม่ส่วนใหญ่ยังไม่เห็นความสำคัญของการปกป้องและดูแลสุขภาพดวงตา ของเจ้าตัวเล็ก

แต่มักจะพามาพบจักษุแพทย์ก็ต่อเมื่อเกิดปัญหากับดวงตาของลูกแล้ว ซึ่งทางที่ดีพ่อแม่ควรให้ความสำคัญใส่ใจดูแลสุขภาพดวงตา และส่ง เสริมพัฒนาการทางสายตาของลูกไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าพัฒนาการด้านอื่นๆ เพราะพัฒนาการทางสายตาและการมองเห็นที่สมบูรณ์ของเจ้าตัวเล็กนั้น ถือว่าเป็นประตูสู่การเรียนรู้และการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ซึ่งจะส่งผลต่อพัฒนาการรอบด้านที่สมบูรณ์ของเจ้าตัวเล็ก โดยมีผลต่อพัฒนาการด้านอื่น ๆ ของเด็กมากถึง 80-90% ดังนั้น หากเด็กมีปัญหาพัฒนาการทางสายตาและการมองเห็นภาพไม่สมบูรณ์ ก็อาจส่งผลต่อพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กได้

ปัญหาสุขภาพตาของเด็กไทยในปัจจุบันมีแนวโน้มเปลี่ยนไปจากในอดีต คือ จากเดิมมักจะเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการติดเชื้อ เปลี่ยนเป็นโรคที่เกี่ยวกับสายตาผิดปกติ หรือความผิดปกติทางด้านการมองเห็นมากขึ้น เช่น โรคเกี่ยวกับจอประสาทตา และโรคตาขี้เกียจ โดยอาการของโรคจอประสาทตานั้น จะทำให้เด็กมองเห็นภาพไม่ปกติ มองเห็นภาพเลือนราง พ่อแม่ต้องสังเกตจากพฤติกรรมการมองเห็นของเด็ก เช่น เด็กไม่จ้องหน้า ตาแกว่ง ไม่มีพัฒนาการทางสายตาและการมองเห็นตามวัย หรือ การวิ่งเข้าไปดูสิ่งของใกล้ๆ ก็สามารถบ่งบอกได้ว่าเด็กอาจมีปัญหาเรื่องการมองเห็น

พ่อแม่ควรส่งเสริมพัฒนาการทาง ด้านสายตาของลูกตั้งแต่ยังเด็ก เพราะโดยปกติพัฒนาการทางด้านสายตาของเด็กจะมีการพัฒนาการสูงสุดในช่วง 4 ขวบปีแรก โดยมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องตั้งแต่แรกคลอด เริ่มมองเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่ออายุ 2 ขวบ และพัฒนาต่อเนื่องจนสามารถมองเห็นได้อย่างสมบูรณ์เมื่ออายุ 8-10 ขวบ ดังนั้น การดูแลและป้องกันลูกน้อยจากอาการผิดปกติทางสายตา และส่งเสริมให้เด็กมองเห็นภาพชัดเจนในช่วงอายุดังกล่าว จึงมีความสำคัญมากต่อพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก

โดยพ่อแม่ควรดูแลพฤติกรรมการใช้สายตาของลูกให้เหมาะสมตั้งแต่ยัง เล็ก เช่น การดูทีวี หรือเล่นคอมพิวเตอร์ สามารถให้ลูกดูหรือเล่นได้ตั้งแต่เล็ก เพราะถือเป็นการกระตุ้นให้เกิดพัฒนาการที่ดีแก่เด็กได้หากเป็นรายการที่ เหมาะสม แต่พ่อแม่ต้องแนะนำและดูแลอย่างใกล้ชิด ไม่ให้ลูกใช้สายตายาวนานเกินไป ควรหมั่นให้ลูกพักสายตาทุก ๆ ครึ่งชั่วโมง พักสายตา 4-5 นาที และหมั่นสังเกตการใช้สายตาของลูก หากมีข้อสงสัยว่าลูกจะมีสายตาผิดปกติ เช่น เด็กชอบดูทีวีใกล้ เอียงคอมอง หรี่ตามอง การมองเห็นผิดปกติ ไม่มองตาม ตาเข ตาแกว่ง ตาสั่น หรือขนาดตา 2 ข้างไม่เท่ากัน อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนว่าเด็กอาจมีความผิดปกติของดวงตาและการมองเห็น ควรพาลูกไปปรึกษาจักษุแพทย์ นอกจากนี้ การป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นกับดวงตาเด็ก จากสัตว์เลี้ยงหรือของมีคมก็มีความสำคัญมากเช่นเดียวกัน

สำหรับคนไทยอาจจะยังไม่คุ้นกับ สารอาหารลูทีนที่พบมากในน้ำนมแม่ แต่ในต่างประเทศ ?ลูทีน? เป็นสารอาหารที่จักษุแพทย์ นักโภชนาการและนักวิจัยในต่างประเทศให้ความสนใจมาอย่างยาวนาน ในฐานะของสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพดวงตา โดยช่วยชะลอการเสื่อมของจอประสาทตาในผู้สูงอายุ และเมื่อไม่นานมานี้ นักวิจัยได้มีการศึกษาพบว่า สารลูทีนก็มีประโยชน์ต่อสุขภาพดวงตาและปกป้องจอประสาทตาในเด็กทารกและเด็ก เล็กเช่นกัน โดยมีส่วนช่วยให้พัฒนาการทางสายตาและการมองเห็นของเจ้าตัวเล็กสมบูรณ์ขึ้น อีกด้วย


พญ.อดิศร์สุดา เฟื่องฟู กุมารแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็ก สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี เปิดเผยว่า วงการ กุมารแพทย์ในปัจจุบันได้มีการพูดถึงสารอาหาร ?ลูทีน? มากขึ้น ซึ่งเป็นสารอาหารอีก ชนิดหนึ่งที่พบมากในน้ำนมแม่มีประโยชน์ในการปกป้องจอประสาทตา บริเวณที่เรียกว่า Macula of Lutea โดย ?ลูทีน? เป็นสารอาหารธรรมชาติที่พบอยู่หนาแน่น บริเวณจอประสาทตา ซึ่งถือเป็นจุดที่สำคัญมากต่อการรับภาพและมองเห็นของคนเรา

โดยสารลูทีนจะทำหน้าที่เป็นเหมือน แว่นตากันแดดธรรมชาติ โดยคอยกรองหรือดูดซับแสงสีฟ้า (แสงที่เป็นอันตรายต่อจอประสาทตา อาทิ แสงจากหลอดไฟ แสงจากจอคอมพิวเตอร์ และแสงแดดจ้า เป็นต้น) ที่จะเข้ามาทำลายจอประสาทตา อีกทั้งยังทำหน้าที่ต้านอนุมูลอิสระป้องกันไม่ให้เซลล์ในจอประสาทตาเสื่อม

สารลูทีนนี้จะแตกต่างจากสารอาหารชนิดอื่น ๆ คือ ร่างกายคนเราไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้จะได้รับจากการรับประทานเท่านั้น สารลูทีนพบมากในน้ำนมแม่ และผักใบเขียวเข้ม ดังนั้น การให้ลูกดื่มนมแม่และส่งเสริมให้ลูกรับประทานผักใบเขียว ก็จะช่วยให้เจ้าตัวเล็กได้รับสารอาหารที่ช่วยปกป้องดวงตาจากแสงสีฟ้าที่เป็น อันตรายได้ ดังนั้นคุณแม่ควรให้ลูกดื่มนมแม่ให้นานที่สุด แต่ถ้าหากมีเหตุจำเป็นที่ไม่สามารถให้นมลูกได้ คุณแม่ก็สามารถพิจารณาอาหารอื่นที่มีสารอาหารลูทีนให้ลูกรับประทาน เพื่อให้ลูกได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน

พญ.อดิศร์สุดา เฟื่องฟู จึงฝากเตือนถึงคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ให้หันมาใส่ใจดูแลสุขภาพดวงตาเด็กด้วย เพราะพื้นฐานสำคัญของการเรียนรู้ของเด็กจะผ่านการมองเห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็กหรือวัยอนุบาล หากเด็กมีการมองเห็นที่ผิดปกติ ก็จะส่งผลเสียต่อการเรียนรู้รวมไปถึงการใช้ชีวิตประจำวันของเด็กด้วย มีการศึกษาวิจัยตรวจวัดระดับสติปัญญาในเด็กที่มีความผิดปกติ คือเด็กตาบอดและเด็กหูหนวก โดยควบคุมปัจจัยและเงื่อนไขให้เหมือนกัน ภายหลังพบว่าเด็กที่ตาบอดจะมีพัฒนาการด้านสติปัญญาต่ำกว่าเด็กหูหนวก นั่นหมายถึงการเรียนรู้ของคนเราส่วนใหญ่มาจากการมองเห็นนั่นเอง

ดังนั้นพ่อแม่จึงควรใส่ใจให้ความรัก สำรวจพัฒนาการและสังเกตสุขภาพลูกน้อยอย่างใกล้ชิดเพื่อจะได้สร้างให้ได้คน ไทยที่มีคุณภาพในอนาคตต่อไป

ข้อมูลจาก ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์ ประธานมูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

ขอบคุณข้อมูลจาก

feed2 แสดงความคิดเห็น
222
March 01, 2009
124.120.158.142
Votes: +1

ขอบคุณมากค่ะ

report abuse
vote down
vote up
สาสาฟกดฟด
March 01, 2009
124.120.158.142
Votes: +0

dfgfddhdghhgd

report abuse
vote down
vote up

เขียนความคิดเห็น
 
 
quote
bold
italicize
underline
strike
url
image
quote
quote
smile
wink
laugh
grin
angry
sad
shocked
cool
tongue
kiss
cry
smaller | bigger
 

security image
กรุณากรอกอักษรตามภาพที่เห็น


busy
แก้ไขล่าสุด ( วันจันทร์ที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๕๒ เวลา ๑๑:๕๑ น. )  

Polls

งานอดิเรกยามว่างของคุณ