หน้าแรก : ผู้หญิง : ผู้ชาย : โรคหัวใจ :

Who's Online

เรามี 30 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

ลืมรหัสซะแล้ว ?

ลืมชื่อที่ใช้ login?

สมัครสมาชิก

Home โรคต่าง ๆ โรคทั่วไป โรคบาดทะยัก

โรคบาดทะยัก

อีเมล พิมพ์ PDF

???????? ป็นโรคติดเชื้อที่จัดอยู่ในกลุ่มของโรคทางประสาทและกล้ามเนื้อ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Clostidium tetani ซึ่งผลิต exotoxin ที่มีพิษต่อเส้นประสาทที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ ทำให้มีการหดเกร็งตัวอยู่ตลอดเวลา เริ่มแรกกล้ามเนื้อขากรรไกรจะเกร็ง ทำให้อ้าปากไม่ได้ โรคนี้จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า โรคขากรรไกรแข็ง (lockjaw) ผู้ป่วยจะมีคอแข็ง หลังแข็ง ต่อไปจะมีอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ? ทั่วตัว ทำให้มีอาการชักได้

สาเหตุ

?? ? ? ? เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย (Clostidium tetani) ซึ่งจะพบได้ทั่วไปในดิน ฝุ่นละอองตามถนน เชื้อบาดทะยักจะพบได้ใน
ลำไส้ของม้า แพะ แกะ วัวและสัตว์อื่นๆ บางชนิด หรือในคนที่อยู่ในชนบท ดังนั้นเมื่อคน หรือ สัตว์? ถ่ายอุจจาระก็จะปล่อยเชื้อ
ออกมา ทำให้เชื้อโรคกระจายอยู่ทั่วไป บาดทะยัก เป็นโรคติดเชื้อของระบบประสาท และกล้ามเนื้อที่มีอัตราตายสูง
? ?? ? ??? ?
อาการและการติดต่อ


? ??? เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางผิวหนังที่ถลอก ทางบาดแผล โดยเฉพาะแผลที่ลึกอากาศเข้าไม่ได้ดี เช่น บาดแผลในปากหรือ
ฟันผุ หรือเข้าทางหูในพวกที่มีหูอักเสบอยู่ โดยการใช้เศษไม้ หรือ ต้นหญ้าที่มีเชื้อโรคนี้ติดอยู่แคะฟันหรือแยงหู ทางเข้าที่สำคัญ
และเป็นปัญหาใหญ่ในทารกแรกเกิด คือ เข้าทางสายสะดือของเด็กเกิดใหม่ โดยการใช้กรรไกรที่ไม่สะอาดตัดสายสะดือ ระยะ
ฟักตัวเฉลี่ย 3-21 วัน ในทารกแรกเกิด อาการมักจะเริ่มเมื่อทารกอายุประมาณ 4-10 วัน เด็กดูดนมลำบากและไม่ค่อยดูดนม
เด็กจะร้องกวนอยู่ตลอดเวลา? ต่อมาจะเริ่มมีขากรรไกรแข็งจนดูดนมไม่ได้เลย มือ แขน เกร็ง หลังแข็งและแอ่น? จะเป็นมากขึ้น
ถ้ามีเสียงดังหรือเมื่อถูกต้องตัวเด็ก อาการเกร็งชักกระตุกถี่ๆ? จะทำให้เด็กหน้าเขียวมากขึ้น เพราะขาดออกซิเจนและทำให้เป็น
อันตรายถึงตายได้

? ?? ?ในเด็กโต เมื่อเชื้อโรคเข้าทางบาดแผลแล้ว ระยะที่เชื้อบาดทะยักจะฟักตัวก่อนที่จะมีอาการ กินเวลาประมาณ 5-14 วัน ?
แต่บางรายก็อาจนานถึง 1 เดือนหรือนานกว่าก็ได้? จนบางครั้งบาดแผลที่เป็นทางเข้าของเชื้อโรคหายไปแล้ว? อาการเริ่มแรกคือ
ขากรรไกรและคอแข็ง? หลังจากนี้ 1-2 วัน จะเริ่มมีหลัง แขน ขา เกร็ง เด็กจะยืนและเดินหลังแข็ง แขนเหยียดเกร็งหน้า จะมี
ลักษณะเฉพาะคล้ายยิ้มแสยะ ต่อไปก็อาจจะมีอาการกระตุกเช่นเดียวกับทารกแรกคลอด ถ้ามีเสียงดังหรือถูกต้องตัว จะกระตุก
มากขึ้น หลังแอ่น และหน้าเขียว โดยมากผู้ป่วยจะรู้สึกตัวดีตลอดเวลา


การวินิจฉัยโรค

??????????? อาจจะเพาะเชื้อ C. tetani ได้จากแผล โดยทั่วไปแล้วมักจะเพาะเชื้อไม่ได้ การวินิจฉัยส่วนใหญ่จึงอาศัยอาการทางคลินิก
??????????? โรค บาดทะยักจะวินิจฉัยแยกโรคจากโรคสมองอักเสบได้จากการที่โรคบาดทะยักไม่มีการ เปลี่ยนแปลงในระดับการรู้สติ นอกจากในรายที่ชักมากจนสมองขาดออกซิเจน

?การรักษาพยาบาล

??????????? 1) การปฏิบัติก่อนที่จะนำไปพบแพทย์ ถ้าสังเกตว่าเด็กไม่ดูดนมและไม่อ้าปากแสดงว่ามีขากรรไกรแข็ง อย่าพยายามฝืนหรือกรอกนม เพราะอาจจะทำให้สำลักนมเข้าทางเดินหายใจ ทำให้ขัดขวางทางเดินหายใจอาจถึงตายได้ทันที หรืออาจทำให้เกิดปอดอักเสบได้ ควรหลีกเลี่ยงการจับต้องตัวโดยไม่จำเป็น และอย่าให้มีเสียงดังรบกวนเพราะจะทำให้ชักเกร็งมากขึ้นได้
??????????? 2) การรักษาเฉพาะให้ tetanus antitoxin (TAT) 10,000-20,000* หน่วย เข้าหลอดเลือดหรือให้ tetanus immune globulin (TIG) 3000-6000 หน่วยเข้ากล้าม เพื่อให้ไปทำลาย tetanus toxin ที่ยังไม่ไปจับที่ระบบประสาท ให้ยาปฏิชีวนะ penicillin ขนาดสูง เพื่อทำลายเชื้อ C. tetani ที่บาดแผล
??????????? หมายเหตุ *ก่อนให้ antitoxin ต้องทำ skin test
??????????? 3) ให้การรักษาตามอาการ ให้ยาระงับชัก ยาลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ งดอาหารและน้ำทางปากในขณะที่มีอาการเกร็งหรือชัก ให้อาหารทางหลอดเลือด
??????????? 4) ดูแลเรื่องการหายใจ

? ?? ? ??? ?
การป้องกัน
? ?? ?1. ?? ?ฉีดวัคซีนจะให้ภูมิคุ้มกันโรคบาดทะยักได้อย่างถาวรเป็นระยะยาว ถ้าฉีดได้ครบตามกำหนด โดยจะให้รวมกับ
? ?? ? ??? ?วัคซีนป้องกันโรคคอตีบ และไอกรน
? ?? ?2. ?? ?เมื่อมีบาดแผล ต้องทำแผลให้สะอาดทันที โดยการฟอกด้วยสบู่ ล้างด้วยน้ำสะอาด เช็ดด้วยยาฆ่าเชื้อโรค
? ?? ? ??? ?แอลกอฮอล์ 70 %? หรือทิงเจอร์ใส่แผลสด? ก่อนที่จะไปพบแพทย์
? ?? ?3. ?? ?ในรายที่ไม่เคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคบาดทะยักเลย เมื่อมีแผลควรได้รับการฉีดท็อกซอยด์ป้องกันบาดทะยัก ?
? ?? ? ??? ?และแอนติท็อกซิน ในกรณีที่แผลใหญ่สกปรก ในรายที่เคยฉีดวัคซีนมาแล้ว เป็นระยะเวลานานเกิน 5 ปี? หรือ
? ?? ? ??? ?เป็นแผลใหญ่สกปรกมากอาจจำเป็นต้องฉีดกระตุ้น เพื่อเพิ่มความต้านทานโรค ในรายที่ฉีดวัคซีนเกิน 10 ปี
? ?? ? ??? ?เมื่อมีแผลเกิน 24 ชั่วโมง ให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับรายที่ไม่เคยได้วัคซีนป้องกัน
? ?? ?4. ?? ?หญิงวัยเจริญพันธุ์ที่ไม่เคยได้รับวัคซีนป้องกันบาดทะยัก? ควรได้รับอย่างน้อย 5 ครั้ง? ตามกำหนดดังนี้
? ?? ? ??? ???????? ครั้งที่ 1.? ครั้งแรกที่มารับบริการ หรือเร็วที่สุดในขณะตั้งครรภ์
? ?? ? ??? ???????? ครั้งที่ 2.? 4 สัปดาห์?? หลังจากได้รับครั้งแรก หรืออย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนคลอด
? ?? ? ??? ???????? ครั้งที่ 3.? 6-12? เดือน หลังจากครั้งที่ 2? หรือในขณะที่ตั้งครรภ์ครั้งต่อไป
? ?? ? ??? ???????? ครั้งที่ 4 และ 5?? ให้ในปีถัดไปที่ผู้ป่วยมาพบ หรือในการตั้งครรภ์ครั้งต่อ ๆ มา
? ?? ? ??? ?การได้รับวัคซีนครบ 5 ครั้ง? สามารถมีภูมิต้านทานต่อโรคบาดทะยักได้ตลอดวัยเจริญพันธุ์

??????????????? การ ป้องกันที่ดีที่สุด คือ ให้วัคซีนป้องกัน DTP ตั้งแต่อายุ 2, 4 และ 6 เดือน และเพิ่มอีก 2 ครั้งเมื่ออายุ 1 ปีครึ่ง และ 4 ปี หลังจากนั้นอาจให้ทุก 10 ปี โดยให้เป็น T หรือ dT สำหรับการป้องกันบาดทะยักในทารกแรกเกิด ทางที่ดีที่สุดคือ การคลอดและตัดสายสะดือโดยถูกต้อง สะอาด ดูแลสะดือดังกล่าวข้างต้น และที่ได้ผลดีคือการให้ dT แก่หญิงมีครรภ์ โดยให้ 2 ครั้งห่างกัน 1 เดือน ครั้งสุดท้ายควรจะต้องให้ก่อนคลอดเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 1 เดือน หญิงมีครรภ์ที่ได้รับ T 2 ครั้งตามกำหนดนี้จะสร้าง antitoxin ซึ่งจะผ่านไปยังทารกแรกเกิดในระดับที่สูงพอที่จะป้องกันโรคบาดทะยักได้ และ antitoxin จะยังคงอยู่ในระดับที่สามารถป้องกันได้นานถึง 3 ปี แต่เพื่อให้แน่ใจว่าระดับภูมิคุ้มกันอยู่ในระดับสูงและอยู่นาน ในปัจจุบันจึงแนะนำให้ฉีด T เข็มที่ 3 ในระยะ 6-12 เดือนหลังเข็มที่ 2 ซึ่งอาจจะให้ในระยะหลังคลอด การได้รับ 3 ครั้ง จะทำให้ระยะภูมิคุ้มกันอยู่ได้นาน 10 ปี ในพื้นที่ที่มีอุบัติการณ์โรคบาดทะยักในทารกแรกเกิดสูง จะแนะนำให้ T แก่หญิงวัยเจริญพันธุ์ 3 ครั้ง 2 ครั้งแรกห่างกันอย่างน้อย 1 เดือน ครั้งที่ 3 ห่างจากครั้งที่ 2 เป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือน
?

feed0 แสดงความคิดเห็น

เขียนความคิดเห็น
 
 
quote
bold
italicize
underline
strike
url
image
quote
quote
smile
wink
laugh
grin
angry
sad
shocked
cool
tongue
kiss
cry
smaller | bigger
 

security image
กรุณากรอกอักษรตามภาพที่เห็น


busy
แก้ไขล่าสุด ( วันพฤหัสบดีที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ เวลา ๑๑:๕๘ น. )  

Polls

งานอดิเรกยามว่างของคุณ