หัวใจประกอบด้วยโพรงกล้ามเนื้อซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ห้อง ลักษณะคล้ายดอกบัวตูม ขนาดเท่ากำปั้นมือ มีลิ้นหัวใจอยู่ 4 ลิ้น ทำหน้าที่ปิดเปิดให้เลือดไหลผ่านเข้าออกหัวใจไปในทิศทางเดียว โดยไม่มีการไหลย้อนกลับ คนปกติขณะพักผ่อนหัวใจจะบีบตัวประมาณ 60-80 ครั้ง/นาที ในผู้ใหญ่ และประมาณ 80-100 ครั้ง/นาทีในเด็ก ขณะออกกำลังกายหัวใจจะบีบตัวเร็วขึ้น บางครั้งอาจถึง 140-160 ครั้ง/นาที
หัวใจมีหน้าที่สำคัญอย่างไร
หัวใจประกอบด้วยโพรงกล้ามเนื้อซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ห้อง ลักษณะคล้ายดอกบัวตูม ขนาดเท่ากำปั้นมือ มีลิ้นหัวใจอยู่ 4 ลิ้น ทำหน้าที่ปิดเปิดให้เลือดไหลผ่านเข้าออกหัวใจไปในทิศทางเดียว โดยไม่มีการไหลย้อนกลับ คนปกติขณะพักผ่อนหัวใจจะบีบตัวประมาณ 60-80 ครั้ง/นาที ในผู้ใหญ่ และประมาณ 80-100 ครั้ง/นาทีในเด็ก ขณะออกกำลังกายหัวใจจะบีบตัวเร็วขึ้น บางครั้งอาจถึง 140-160 ครั้ง/นาทีกล้าม เนื้อหัวใจทำงานได้โดยอาศัยพลังงานออกซิเจน สารอาหาร เกลือแร่ และวิตามิน จากเลือดที่มาหล่อเลี้ยง ซึ่งไหลผ่านหลอดเลือดเล็ก ๆ เรียกว่า หลอดเลือดโคโรนารี่ ถ้าหลอดเลือดตีบ กล้ามเนื้อหัวใจจะขาดเลือดมาเลี้ยง ถ้าอุดตันก็ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตาย
ลิ้นหัวใจทั้ง 4 ลิ้น ต้องปิด และเปิดได้อย่างสมบูรณ์ ถ้าเปิดไม่เต็มที่เลือดไหลผ่านไม่สะดวกจะเกิดภาวะลิ้นหัวใจตีบ แต่ถ้าปิดไม่สนิทเลือดจะไหลย้อนทาง เกิดภาวะลิ้นหัวใจรั่ว
จะทราบได้อย่างไรว่าเป็นโรคหัวใจ
image แพทย์จะเป็นผู้วินิจฉัยว่าเป็นโรคหัวใจหรือไม่ โดยทราบจากอาการต่าง ๆ เช่น เจ็บหน้าอก ใจเต้น ใจสั่น เป็นลม หอบ เหนื่อย และบวม สิ่งที่พบจากการตรวจร่างกาย เช่น เขียว ความดันเลือดผิดปกติ ชีพจรผิดปกติ หลอดเลือดผิดปกติ หัวใจผิดปกติ และจากการตรวจเพิ่มเติมด้วยวิธีพิเศษ เช่น ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เอ็กซเรย์หัวใจ และปอด การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง การทดสอบสมรรถภาพหัวใจด้วยการออกกำลังกาย เป็นต้น
โรคหัวใจที่สำคัญ
โรคหัวใจที่สำคัญแบ่งได้ดังนี้ คือ
1. โรค หัวใจจากความดันเลือด ความดันเลือดถ้าสูงผิดปกติอยู่นาน ๆ หัวใจต้องทำงานหนัก และทำให้กล้ามเนื้อหัวใจหนาขึ้น ขนาดหัวใจโตขึ้นเกิดภาวะหัวใจวาย มีอาการเหนื่อยง่าย หอบ เมื่อทำงานหนัก บวมบริเวณเท้า นอนราบไม่ได้ นอกจากนี้ยังมีโอกาสที่จะเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเลี้ยง2. โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด เกิดเนื่องจากมีความผิดปกติของการเจริญเติบโตของหัวใจในเด็กที่อยู่ในครรภ์มารดา 3 เดือนแรก ความพิการที่เกิดขึ้นอาจจากการมีรูโหว่ที่ผนังภายในหัวใจ ลิ้นหัวใจตีบหรือรั่ว หลอดเลือดผิดจากตำแหน่งปกติ
3. โรค หลอดเลือดโคโรนารี่ หรือโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเลี้ยง เกิดเนื่องจากมีการอุดตันในหลอดเลือดโคโรนารี่ที่นำเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อ หัวใจ ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
อาการที่พบ : จุกแน่ง เสียด แสบบริเวณทรวงอก เหงื่อออก เป็นลม ใจสั่น จนถึงเสียชีวิตแบบกะทันหันได้ การเจ็บหน้าอกจากโรคหลอดเลือดโคโรนารี่ เรียกว่า ?การเจ็บแบบแองจินา? ถือเป็นวิกฤติที่ต้องเยียวยาโดยด่วน
4. โรค หัวใจรูมาติค พบในเด็กอายุ 7-15 ปี เกิดจากเชื้อบักเตรีชนิดเบต้าฮีโมไลติค สเตร็ปโตคอคคัส ทำให้คอเจ็บอักเสบ มีไข้สูง ร่างกายจะสร้างภูมิต้านทานต่อเชื้อโรคนี้ ถ้าได้รับเชื้อโรคนี้ซ้ำอีกจะเกิดอักเสบที่ข้อเข่า ข้อศอก และสมอง กล้ามเนื้อหัวใจ เยื่อบุหัวใจ และลิ้นหัวใจมีการอักเสบ ถ้าเป็นซ้ำหลาย ๆ ครั้งก็จะเกิดพังผืดขึ้นที่ลิ้นหัวใจจนเปิดไม่เต็มที่ และปิดไม่สนิท ลิ้นหัวใจจะตีบแคบลงหรือรั่ว
การตรวจเพื่อวินิจฉัยโรคหัวใจ
1. การ ตรวจด้วยเครื่องตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เพื่อวินิจฉัยโรค และภาวะผิดปกติของหัวใจ เช่น การเต้นของหัวใจผิดจังหวะ ภาวะหัวใจหยุดเต้นชั่วขณะ ขนาดและผนังหัวใจที่โตผิดปกติ เป็นต้น2. การ ทดสอบสมรรถภาพหัวใจด้วยการออกกำลังกาย โดยการวิเคราะห์ข้อมูลจากอัตราชีพจร ระดับความดัน และการเปลี่ยนแปลงของคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่บันทึกไว้ตลอดเวลาขณะที่ผู้ป่วยออก กำลังกาย โดยให้เดินบนพื้นเลื่อน หรือสายพาน หรือถีบจักรยาน ซึ่งจะเพิ่มความเร็ว และความชันของพื้นเลื่อนหรือสายพานหรือถีบจักรยาน โดยผู้ป่วยจะต้องออกกำลังกายเพิ่มขึ้นไปตามมาตรฐานของการทดสอบ ข้อมูลที่ได้จะบอกให้ทราบถึงสมรรถภาพการทำงานของร่างกาย และหลอดเลือด ความสามารถในการออกกำลังกายของแต่ละบุคคล เป็นต้น
3. การ ตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง ?คลื่นเสียงความถี่สูง? หรือทางรังสีแพทย์เรียกว่า ?อัลตราซาวนด์? (Ultrasound) ซึ่งแพทย์โรคหัวใจนำมาใช้ในการตรวจหัวใจ เรียกว่า ?ตรวจเอ็คโคหัวใจ? (Echocardiography) ในการตรวจชนิดนี้เป็นการตรวจหัวใจภายนอก โดยให้ผู้ป่วยนอนอยู่เฉย ๆ สามารถทำซ้ำได้โดยไม่เกิดอันตราย การตรวจแบบนี้ทำให้เห็นการเคลื่อนไหว และการบีบตัวของหัวใจว่าปกติดีหรือไม่ ความเร็ว และความดันเลือดเป็นอย่างไร ฯลฯ
4. การตรวจหัวใจด้วยสารกัมมันตภาพ รังสี วิธีนี้จะช่วยวินิจฉัยบริเวณกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเลี้ยง โดยฉีดสารกัมมันตภาพทัลเลียม ซึ่งจะไปเคลือบกล้ามเนื้อบริเวณที่เลือดเลี้ยงปกติ แต่บริเวณที่เป็นแผลเป็น หรือที่ขาดเลือดไปเลี้ยงก็จะไม่ปรากฎสารนี้การ ตรวจแบบนี้ยังทำกันไม่กว้างขวาง เพราะยังไม่สามารถผลิตสารนี้กันเองได้ ต้องสั่งจากต่างประเทศจึงไม่สะดวก และแพทย์สามารถข้ามการตรวจชนิดนี้ได้
* การ ตรวจสวนหัวใจ เป็นขั้นตอนการตรวจขั้นสุดท้าย แพทย์จะสั่งให้ตรวจด้วยวิธีนี้ก็ต่อเมื่อข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้จากการตรวจข้างต้นยังไม่เพียงพอต่อการรักษา โรคหัวใจที่การตรวจสวนหัวใจเป็นกุญแจดอกสำคัญในการรักษา ได้แก่ โรคหลอดเลือดโคโรนารี่ ข้อมูลที่ได้จะบอกสภาวะของหลอดเลือดว่าตีบที่บริเวณใจ และตีบกี่เส้น
หลัง จากที่ท่านได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคหัวใจแล้ว การรักษาไม่จำเป็นต้องให้ยาเสมอไป แต่แพทย์อาจจะแนะนำวิธีปฏิบัติตัว และนัดให้มาตรวจเพิ่มเติมภายในระยะเวลาที่เหมาะสม ทั้งนี้สุดแล้วแต่โรคหัวใจที่เป็น
ขอบคุณข้อมูลจาก
Bangkokhealth โดย โรงพยาบาลกรุงเทพ
Set as favorite
Email This
Hits: 551
เขียนความคิดเห็น





