โรคสมองอักเสบ (encephalitis) เป็น ภาวะที่อาจมีอันตรายถึงกับทำให้เสียชีวิตได้ เนื่องจากการติดเชื้อในสมอง และไขสันหลังที่ลุกลามอาจก่อให้เกิดปฏิกิริยาการอักเสบที่รุนแรงในระบบ ประสาท ซึ่งทำให้ผู้ป่วยมีอาการต่างๆ ได้มากมาย ที่สำคัญคือพบว่ามีไข้ ปวดศีรษะรุนแรง สับสน บางรายอาจเกิดความเสียหายของเนื้อสมอง และอาจพบว่าเกิดการอักเสบของเยื่อหุ้มสมองร่วมด้วย
การติดเชื้อสมองอักเสบส่วนใหญ่มักเกิดจากการติดเชื้อไวรัสเป็นครั้งแรก และ
เชื้อไวรัสเหล่านั้นทำให้เนื้อสมองอักเสบ โรคสมองอักเสบจากเชื้อไวรัสมีหลายชนิด และพบว่ามักจะมีการระบาดเป็นครั้งคราว นอกจากนั้นยังมีอีกกรณีหนึ่งที่ภาวะสมองอักเสบเกิดจากเชื้อที่อยู่ใน
ร่างกาย เช่น โรคสมองอักเสบจากเชื้อไวรัสเริม เป็นต้น
สาเหตุ
ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส การ ติดต่อโดยมากเกิดจากยุงหรือไรกัด เช่นโรคสมองอักเสบจากไวรัสสายพันธุ์ japaness encephalitis บางชนิดเกิดจากการที่สัตว์ เช่น ค้างคาวหรือสุนัขกัด เช่นโรคพิษสุนัขบ้า เชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายได้สองทาง จากการแพร่กระจายในเลือด และจากตัวเซลล์ประสาทเอง ส่วนใหญ่
พบเป็นการติดเชื้อจากสัตว์สู่คนสมองอักเสบบางชนิดมักจะเป็นในเด็ก
ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องมีโอกาสของสมองอักเสบสูงกว่าคนอื่น
ผู้ที่อาศัยหรือไปเที่ยวยังแหล่งที่มีการระบาดของโรคก็จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรค
ผู้ที่มีกิจกรรมนอกบ้านมาก เช่น การวิ่งนอกบ้าน ตีกอลฟ์ การดูนก ดังนั้นในช่วงที่มีการระบาดต้องระวังเป็นพิเศษ
โรคสมองอักเสบจากไวรัสเริม
เมื่อคนได้รับเชื้อจะทำให้เกิดโรคเริมซึ่งอาจจะเกิดแผลที่ปากหรืออวัยวะเพศ หลัง จากนั้นเชื้อจะอยู่ในร่างกาย เมื่อคนมีภูมิลดลงเชื้อที่อยู่ในร่างกายจะกำเริบทำให้เกิดสมองอักเสบได้ ปัจจุบันพบว่าเชื้อไวรัสเริม Herpes simplex virus (HSV) ก่อให้เกิดโรคสมองอักเสบผ่านทางตับรับชนิด Hve A, B, และ C; TNFSF14; HVEM; Prr1 ร่วมกับ Prr2; และ nectin-1, nectin-2
โรคสมองอักเสบจากไวรัสในเด็ก
อาจเกิดจากเชื้อหัด คางทูม และหัดเยอรมัน โดย ทั่วไปไวรัสหัดมักจะไม่ทำให้เกิดภาวะสมองอักเสบในช่วงแรกของการติดเชื้อ แต่พบว่าร้อยละ 10 อาจเกิดขึ้นภายหลังได้ เชื่อว่าเกิดจากปฏิกิริยาออโตอิมมูน
โรคสมองอักเสบจากเชื้อไวรัสชนิด arbovirus
โดยสัตว์ที่เป็นแหล่งพักเชื้อได้แก่ หมู นก ทั้งนี้ยุงและไรจะเป็นตัวนำเชื้อโรคมาสู่คน โดยการกัดสัตว์ที่เป็นโรค และเมื่อมากัดคนก็จะปล่อยเชื้อสู่คน หากเชื้อมีปริมาณมากพอก็จะทำให้เกิดโรค โรคในกลุ่มนี้มีหลายชนิด ได้แก่
Eastern equine encephalitis
Western equine encephalitis
St. Louis encephalitis
La Crosse encephalitis
West Nile encephalitis
Japanese encephalitis
อาการ
อาการของผู้ป่วยสมองอักเสบอาจแตกต่างกันได้มาก สำหรับในรายที่ความรุนแรงน้อยและในรายที่มีอาการรุนแรง
ผู้ป่วยที่อาการไม่รุนแรง
ไข้ อ่อนเพลียไม่มีแรง
เจ็บคอ
คอแข็ง
อาเจียน ปวดศีรษะ
สับสน กระสับกระส่าย และซึม
ปวดหัวเมื่อแสงจ้าๆ
สำหรับในรายที่อาการรุนแรง
ซึม ไม่ค่อยรู้สึกตัว
สับสนไม่รู้วันหรือกลางคืน จำคนไม่ได้
ชัก
ไข้สูง ปวดศีรษะมาก
คลื่นไส้อาเจียน
มือสั่น คอแข็ง
การวินิจฉัย
การวินิจฉัยโรคนี้ได้จากการซักถามประวัติอาการโดยละเอียด ประวัติการถูกแมลงกัดสัตว์ต่อยในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ประวัติการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่ป่วยเป็นโรค ประวัติการเดินทางไปยังถิ่นที่มีการระบาดของโรค แพทย์จะ
ทำการตรวจร่างกายและตรวจทางระบบประสาท รวมทั้งพิจารณาตรวจเพิ่มเติมเพื่อยืนยันการวินิจฉัย ซึ่งความ
รวดเร็วและความแม่นยำในการวินิจฉัยโรคนี้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง จะช่วยป้องกันความเสียหายที่เกิดกับ
เนื้อสมองได้มาก
การตรวจเลือดช่วยในการวินิจฉัยได้มากสามารถ แยกโรคที่เกิดจากภาวะเมตาบอลิกที่อาจให้อาการที่คล้ายเคียงกันได้ สำหรับการตรวจแอนติบอดี้ต่อเชื้อไวรัสบางชนิดสามารถกระทำได้ในห้องปฏิบัติ การบางแห่งเท่านั้น การเพาะเชื้อไวรัสหรือเชื้อแบคทีเรียอาจใช้เวลา 2-4 วันกว่าจะทราบผล ที่สำคัญคือการตรวจน้ำไขสันหลัง ซึ่งจะช่วง
บ่งชี้ภาวะการติดเชื้อที่เกิดขึ้นในระบบประสาท การเจาะหลังเพื่อนำ
น้ำไขสันหลังมาตรวจเป็นหัตถการที่จำเป็นและค่อนข้างปลอดภัย
บางรายแพทย์ อาจพิจารณาส่งตรวจเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง ตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ขึ้นกับข้อบ่งชี้ในผู้ป่วยแต่ละราย ส่วนการตรวจคลื่นสมองไม่ค่อยช่วยในการวินิจฉัยโรคเท่าใดนัก เว้นแต่กรณีที่ผู้ป่วยชักหรือสงสัยว่าเกิดจากเชื้อไวรัสเริม
การรักษา
ในกรณีที่ไม่รุนแรง ให้พักผ่อนมากๆ ดื่มน้ำให้เพียงพอ กินยาลดไข้
ในรายที่รุนแรง ควรเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล บางรายแพทย์อาจพิจารณาให้ยาต้านไวรัส เช่น acyclovir และ ganciclovir การใช้ยาต้านไวรัส acyclovir ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคสมองอักเสบจากเชื้อไวรัสเริม จากร้อยละ 60-70 ลงเหลือร้อยละ 30
ยาระงับชักในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการชักหรืออาจใช้เพื่อป้องกันไม่ให้ชัก อาจพิจารณาให้ยากล่อมประสาทเพื่อให้ผู้ป่วยสงบขึ้น
การใช้ยาคอร์ติโคสเตีรอยด์ช่วยลดภาวะสมองบวม
พิจารณาใช้เครื่องช่วยหายใจเมื่อมีข้อบ่งชี้
ติดตามอาการผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด ระมัดระวังโรคแทรกซ้อนและให้การรักษาอย่างทันท่วงที




