เมืองไทยเป็นประเทศที่มีอากาศร้อนตลอดปี ร้อนขนาดที่หลายๆ คนอาจจะเกิดอาการคลุ้มคลั่งได้ เวลาคุยกับเพื่อนต่างชาติ คนไทยมักจะพูดเป็นเชิง หยอกล้อเสมอว่าเมืองไทยมีอยู่ 2 ฤดูกาล คือ Hot (ฤดูร้อน) กับ Dan hot (ฤดูร้อนฉิบ...) อย่างไรก็ตาม นอกจากอากาศที่ร้อนแล้ว โรคที่มากับความร้อนก็ยังมีได้เช่นกันเหมือน กับโรคที่มากับฤดูฝนจะเป็นโรคไข้เลือดออก หวัด โรคที่มากับฤดูหนาวจะเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ ภูมิแพ้ แพ้อากาศ เป็นต้น สำหรับโรคที่มากับฤดูร้อนที่จะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ คือ โรคที่เกี่ยวกับอาหารและน้ำดื่ม เนื่องจากอากาศร้อนทำให้ของเสียได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ผลไม้ แม้แต่น้ำดื่ม เนื่องจากเชื้อแบคทีเรียต่างๆ ล้วนชื่นชอบอากาศที่ร้อน ทำให้เจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว มาดูกันว่าโรคต่างๆ เหล่านี้มีอะไรบ้าง และจะมีวิธีป้องกันอย่างไร
อันดับแรกสุดฮิตคือ อาหารเป็นพิษ ซึ่ง เป็นโรคทางเดินอาหารที่พบบ่อยมาก เนื่องจากการที่มีสารพิษ (Toxin) ที่สร้างจากแบคทีเรียตกค้างอยู่ในอาหารที่ไม่สะอาดพอ หรือสุกๆ ดิบๆ หรืออาหารบูดเสีย ทำให้เกิดปัญหาท้องเสียได้ ส่วนใหญ่แล้วหากจะเป็นถ่ายเป็นน้ำ ไม่มีมูกเลือด ไม่มีไข้มักจะหายได้เองหากไม่เป็นมาก แต่หากเป็นมากก็อาจต้องได้รับน้ำเกลือเสริม ซึ่งอาจอยู่ในรูปแบบของการดื่มหรือการให้ทางเส้นเลือดแล้วแต่ความรุนแรง แต่โดยทั่วไปโรคลักษณะนี้ไม่ต้องให้ยาฆ่าเชื้อ เพียงแต่รัประคับประคองไม่ให้ภาวะน้ำเกลือแร่ในร่างกายผิดปกติเท่านั้น
ถัดไปคือ อหิวาตกโรค ซึ่งในสมัยก่อนบ้านเราเรียกว่า ?โรคห่าต์? ซึ่งเคยมีการระบาดหลายครั้งในอดีต และการระบาดแต่ละครั้งทำให้เกิดคนตายเป็นจำนวนมากได้ ในอดีตเราต้องฉีดวัคซีนเป็นประจำทุกปี แต่มาหลังๆ นี้สาธารณะสุขดีขึ้นทำให้โรคระบาดน้อยลงมาก แต่ก็มีอาจชะล่าใจได้ ต้องระวังในรื่องอาหารการกินให้ดี โดยเฉพาะหากว่าหน้าร้อนนี้คุณต้องเดินทางไปในถิ่นที่สาธารณสุขไม่ดีพอ เช่น ชนบทไกลๆ หรือบางประเทศเขตร้อน โดยทั่วไปแล้วคนส่วนใหญ่ที่ติดเชื้ออหิวาห์จะไม่มีอาการหรืออาการไม่มาก แต่ในรายที่ติดเชื้อรุนแรง อาจเสียชีวิตได้ในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากเกิดอาการ เนื่องจากมีการสูญเสียของน้ำและเกลือแร่ในปริมาณมากในอุจจาระ มีส่วนน้อยที่เสียไปทางการอาเจียน เชื้อที่เป็นสาเหตุคือ เชื้อ Vibrio Cholerae ชนิด O:1 หรือ O:139 การติดต่อเป็นได้โดยการรับประทานอาหารหรือน้ำดื่มที่มีเชื้อดังกล่าวเข้าไป หรืออาจจะมีการปนเปื้อนของอุจจาระ อาหารที่อาเจียนออกมาของผู้ป่วยที่เป็นโรคอยู่แล้ว เชื้อดังกล่าวเจริญเติบโตได้ดีในอาหารบางชนิด เช่น ข้าว แม้จะโตได้ไม่ดีในอาหารหรือเครื่องดื่มที่เป็นกรด และถูกฆ่าได้ด้วยความร้อน
การ รักษาคือ การทดแทนน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไปกับการถ่ายอุจจาระและการอาเจียน อาจให้ผู้ป่วยทิ้งน้ำเกลือ แต่หากเป็นรุนแรง ต้องให้ทางเส้นเลือด การใช้ยาปฏิชีวนะส่วนใหญ่แล้วให้ในกลุ่มของเตตร้าไซคลิน ซึ่งจะทำให้ลดระยะเวลาของอาการให้สั้นลงได้ นอกจากนี้จะทำให้การแพร่เชื้อลดลงด้วย อย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การทดแทนน้ำและเกลือแร่ที่เสียไป สำหรับคนที่มีความเสี่ยงสูง การป้องกันอาจจะใช้วัคซีนช่วย แต่อย่างไรก็ตามไม่สามารถป้องกันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ระยะเวลาที่ป้องกันได้ก็มีเพียงช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น
ไข้ไทฟอยด์ เป็น โรคที่พบในหน้าร้อนได้บ่อยเช่นกัน เนื่องจากการติดต่อมักจะเกิดจากการปนเปื้อนของเชื้อในอาหารหรือน้ำดื่ม ซึ่งไข้ไทฟอยต์มักจะมีอาการแบบเฉียบพลัน ในรายที่เป็นรุนแรงอาจถึงกับเสียชีวิตได้ สาเหตุของโรคเกิดจากเชื้อ Samonello typhi อาการของโรคจะมีไข้ ปวดเนื้อปวดตัว คลื่นไส้ อาจมีหัวใจเต้นช้าลง (โดยทั่วไปแล้วเวลามีไข้หัวใจจะเต้นเร็วขึ้น) หากให้แพทย์ตรวจอาจพบมีม้ามโตบริเวณใต้ชายโครงด้านซ้ายต้องใช้การตรวจเลือด ยืนยันเพื่อพิสูจน์ว่าเป็นโรคนี้จริง การรักษาจำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะที่เหมาะสม การป้องกันสามารถทำได้โดยการใช้วัคซีนซึ่งมีทั้งในรูปของการรับประทานหรือ ฉีด แต่การป้องกันอาจไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ และที่ควรต้องระลึกไว้เสมอว่าการป้องกันที่ดีที่สุด คือการระมัดระวังเรื่องอาหารและน้ำดื่ม ซึ่งเป็นวิธีที่ประหยัด ปลอดภัย ไม่เปลืองสตางค์ ไม่ต้องเสียเวลาไปพบแพทย์และไม่ต้องเจ็บตัว
อีกโรคที่พบบ่อยคือ โรคไวรัสตับอักเสบชนิดเอ โดย ทั่วไปจะติดต่อผ่านทางคนหนึ่งสู่อีกคนหนึ่งโดยการปนเปื้อนไปกับน้ำ น้ำแข็ง ผลไม้ หรืออาหารที่รับประทานโดยไม่ได้ผ่านการหุงต้ม โดยทั่วไปอาการที่เกิดขึ้รคือ จะมีไข้ ปวดเนื้อปวดตัว คลื่นไส้ อาเจียน ปวดไม่สบายภายในท้อง จากนั้น 2-3 วัน ก็จะมีอาการตัวเหลือง ตาเหลืองตามมา คนที่เป็นโรคอาจไม่มีอาการ หรือมีอาการเพียงเล็กน้อยเป็นเวลา 1-2 อาทิตย์ หรือในกรณีที่เป็นรุนแรงอาจมีอาการนานหลายเดือนได้เชื้อไวรัสตับอักเสบเอนี้ จะตายเมื่อโดนความร้อน โดยการต้มหรือหุงที่อุณหภูมิ 85 องศาเซลเซียส (185 องศาฟาเรนไฮต์) เป็นเวลาอย่างน้อยหนึ่งนาที อาหารหรือน้ำที่ผ่านความร้อนดังกล่าวจะไม่มีการติดเชื้อนี้ ยกเว้นเชื้อจะปนเปื้อน ภายหลังที่หุงต้มแล้ว การป้องกันสามารถทำได้โดยการฉีดวัคซีน อย่างไรก็ตามวิธีที่ดีที่สุดยังคงเป็นการระมัดระวังเรื่องอาหารและน้ำดื่ม
ดังนั้นข้อควรระวังเกี่ยวกับอาหารและน้ำดื่มในหน้าร้อนคือ
* ไม่ควรซื้ออาหารตามหาบเร่หรือแผงลอยรับประทาน ถ้าหากไม่แน่ใจในความสะอาด ไม่เว้นว่าอาหารได้ถูกปรุงเสร็จใหม่ๆ
* ไม่ ควรรับประทานของหวาน หรือน้ำดื่มที่มีน้ำแข็งเป็นส่วนประกอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำแข็งที่อาจไม่ผ่านขบวนการกรองเชื้อโรคที่ถูกต้องในขั้น ตอนการผลิต
* ล้างมือทุกครั้งก่อนรับประทานอาหาร
* ดื่มน้ำดื่มที่ต้มแล้ว หรือผ่านขบวนการกรองหรือฆ่าเชื้อที่ถูกต้อง
* ไม่รับประทานผลไม้ที่ปอกทิ้งไว้วางขายตามท้องถนน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีแมลงวันวนเวียนอยู่มากมาย
สรุป คือว่าควรรับประทานอาหารที่สุกสะอาด หากเป็นผลไม้ต้องเป็นผลไม้ที่ลงมือปอกเอง ดังที่มีคำกล่าวของฝรั่งเวลามาเที่ยวเมืองไทยว่า boll it, cock it, peet it, or forget it
แต่ต้อองขอบอกไว้ก่อนว่า คำแนะนำดังกล่าวดูค่อนข้างที่จะผิดธรรมชาติสำหรับคนไทย ที่มักจะซื้ออาหารรับประทานกันตามใจชอบ ไม่ใช่ว่าหากเราไม่ทำตามข้อแนะนำแล้วจำเป็นต้องมีปัญหาโรคติดเชื้อทางเดิน อาหารเสมอไป เพียงแค่มีโอกาสที่ะเกิดปัญหามากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็กและคนสูงอายุ หรือในคนที่อ่อนแอมีโรคประจำตัวที่มีภูมิต้านทานผิดปกติ หรือรับประทานยากดภูมิต้านทาน ควรต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ในผู้ใหญ่ที่แข็งแรงอาจเกิดปัญหาแค่ท้องร่วงหรือมไข้ไม่กี่วัน แต่ในกลุ่มคนที่อ่อนแออาจต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลต้องให้น้ำเกลือ ต้องฉีดยาปฏิชีวนะ ซึ่งคงไม่ใช่เรื่องที่น่าสนุกเท่าไร่ใช่มั้ยครับ
ขอ ให้หน้าร้อนนี้ มีเพียงความร้อนเท่านั้นที่ทำให้เรารำคาญหัวใจ อย่าให้โรคภัยไข้เจ็บมาเบียดเบียน เพิ่มเติมขึ้นมา ชีวิตจะขาดความสุขไปอีกหลายกิโลขีดครับ
Set as favorite
Email This
Hits: 646
เขียนความคิดเห็น



